Home ข้อคิด (อยๅกให้คนเป็นพ่อแม่ได้อ่ๅน) แม้ฐานะทางบ้านจะดีแค่ไหน..ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน

(อยๅกให้คนเป็นพ่อแม่ได้อ่ๅน) แม้ฐานะทางบ้านจะดีแค่ไหน..ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน

0 second read
ปิดความเห็น บน (อยๅกให้คนเป็นพ่อแม่ได้อ่ๅน) แม้ฐานะทางบ้านจะดีแค่ไหน..ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน
1

ในวันนั้นผมได้พาลูกไปร้านเครื่องเขียนแห่งหนึ่ง ลูกของผมอย ากได้กล่องดินสอ

มองหน้าพ่อแล้วบอกว่าอย ากได้แบบนี้แบบนี้ ลูกของผมเลือกแบบหรูหรา แต่ผมให้ซื้ อแค่

แบบธรรมดาที่ใช้งานได้เหมือนกัน ลูกทำหน้างอทันที ร้องอย ากได้ไม้บรรทัด ก็อย ากได้แบบสวยงาม

แต่ผมก็ให้เลือกแบบแค่พื้นฐานใช้งานได้เหมือนกันเพียงเท่านั้น

ลูกก็ทำหน้าหงิกหน้างอเข้าไปอีก ผมไม่ได้ว่าอะไร ตั้งใจก่อนนอนคืนนี้

จะชี้แนะลูกด้วยการเล่านิทานเปรียบเปรย ให้เข้าใจหลังจากได้เป็นพ่อคนแล้ว ผมตั้งใจจะเลี้ยงลูก

ไม่ให้เหมือนแบบที่ชาวเอเชียเขานิยมทำกัน ที่มักไม่ยอมให้ลูกลำบ าก ดูแลปกป้องแบบไข่ในหิน

ประคบประหงมเกินพอดีหลายปีผ่านไป ผมรู้สึกว่าวิธีการเลี้ยงลูกของผม

จะลำบ ากมากขึ้นทุกวัน จนกระทั้งวันหนึ่ง ผมได้อ่ านจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งที่โ พ สต์ลงในบอร์ดของมหาวิทย าลัยนานกิง จดหมายจากผู้ใช้นานว่า “พ่อผู้ขมขื่น”

เขียนถึงลูกเขาที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทย าลัยนั้น แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อลูก

จดหมายฉบับนี้มีคุณค่ามากในสายตาของผม ถึงลูกรักของพ่อแม้ลูกจะทำให้พ่อทุ กข์ใจเกินบรรย าย

แต่ลูกก็ยังเป็นลูกของพ่ออยู่วันยังค่ำหลังจากที่ลูกสามารถสอบเข้ามหาวิทย าลัยได้แล้ว

อาจเป็นเพียงคนเดียวของตระกูลเราในรอบหลายชั่ วอายุคนที่ทำได้สำเร็จ หลังจากนั้น

พ่อชักไม่แน่ใจว่าตกลงใครเป็นพ่อ และใครเป็นลูกกันแน่ต่อมลูกหมากของผมลดลง 3 เท่าเมื่อลองทำวิธีรักษาวิธีนี้ พ่อช่วยแบกสัมภาระไปส่งลูกถึงหอพัก ช่วยกางมุ้ง ปูที่นอน

ซื้ อกับข้าวกับปลา ต้องสอนแม้กระทั่งวิธีบีบย าสี ฟั น ออกจากหลอด ทั้งหลายทั้งปวง ดูเหมือนว่ามันเป็นหน้าที่ที่พ่อสมควรต้องทำให้ ไม่ได้ยินคำว่าขอบคุณสักคำจากลูก

ตั้งแต่ต้นจนจบ รู้สึกด้วยซ้ำว่าเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่พ่อผู้ด้อยความสามารถคนนี้มีโอกาสได้รับใช้ลูกทูนหัว ที่บัดนี้ได้เป็นนักศึกษาผู้ทรงเกียรติไปแล้วปีแรกทั้งปี ที่บ้าน

ได้รับจดหมายจากลูกสามฉบับ ข้อความรวมกันแล้วอาจย าวกว่าข้อความในโทรเลขหนึ่งฉบับสักหน่อย ข้อความย่นย่อ ลายมือ
หวัดอ่ านย าก มีแต่คำว่า “เงิน” นี่ตั้งใจเขียน

ได้ชัดเจนที่สุดพอขึ้นปีที่สอง จดหมายมาแบบถี่ๆ ล้วนขอเงินเพิ่ม ลีลาการเร่งเร้าให้ส่งเงิน

ข้อความที่เรียกร้ อ ง ความเห็นใจ รับรู้ได้ถึงว่า หากเรียนจบแล้ว ลูกสามารถ

ไปยึดอาชีพเป็นพวกเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สินได้เยี่ยมแน่นอนแต่สิ่งที่ทำให้พ่อเ จ็ บ ป วดที่สุดนั้น มาจากการที่ลูกอาจหาญถึงขั้นปลอมแปลงตัวเลขจำนวนเงินที่ต้องจ่ายค่า

หน่วยกิตของมหาวิทย าลัย ไม่คิดว่าลูกจะใช้วิธีนี้ มาหลอกลวงเงินทองจากผู้เป็นพ่อแม่ที่ให้กำเนิด เลี้ยงดู รักใคร่ลูกมาตลอด เพียงเพื่ออย ากได้เงินเพิ่ม ไปเที่ยวผับ

เที่ยวบาร์และร้ อ ง ค าร าโ อเ ก ะ คิดถึงเรื่องนี้เมื่อไหร่ก็เ จ็ บ ป วดเมื่อนั้น นอนไม่หลับ

จนกลายเป็นโ ร คซึ มเ ศ ร้ า สาเหตุก็มาจากลูก คนที่พ่อเลี้ยงดูด้วยมือจนเติบใหญ่ แต่กลับ

กลายเป็นคนแปลกหน้าในร่างของนักศึกษาขอภาวนาในใจว่า นอกจากวิชาความรู้ต่างๆที่ลูกจะเรียนรู้จากสถาบันการศึกษาแล้ว ลูกจะกรุณาพัฒนาจิตใจให้เป็นคนซื่อสั ตย์ และ

กตัญญูรู้คุณด้วยก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดหลังจากได้อ่ านจดหมายฉบับนี้แล้ว

ผมรู้สึกว่าผมยังต้องเดินหน้าทำตามนโยบาย ในการดูแลลูกตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก แม้จะรู้ว่ามันค่อนข้าง

ลำบ ากในสังคมของเรามีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนสมัยเรียนที่ย้ ายไปออสเตรเลียกลับมาเยี่ยมบ้าน มีโอกาสได้นั่งคุยกัน เขาเล่าว่า คนออสเตรเลียนอกจากเชื่อถือในพระเจ้าแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาเชื่อมั่นก็คือ วิธีการเลี้ยงลูกแบบ “จะรวยแค่ไหน

ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน”พวกเขาเชื่อว่า เด็กที่เติบโตขึ้นมาภายใต้การดูแลปกป้องมากไปของพ่อแม่ เมื่อโตแล้ว

จะไม่มีปัญญาที่สามารถยืนอยู่บนลำแข้งตัวเอง และก็จะไม่มีวันสำนึกบุญคุณคนอื่น

แม้กระทั่งพ่อแม่ตนก็ตามวันถัดมาเรามีโอกาสออกไปทำธุระด้วยกัน เจอฝนระหว่างทาง

เขาเห็นเด็กน้อยถูกห่อหุ้มด้วยผ้านวมอย่างหนากลมไปหมดทั้งตัว จนดูคล้าย “ลูกบอลยัดนุ่น” เขาบอกว่า “เด็กควรจะใส่เสื้อผ้าน้อยกว่าผู้ใหญ่หน่อย” เขาเล่าว่าในออสเตรเลีย

แม้หน้าหนาวก็จะไม่เห็นเด็กที่ถูกห่อแบบ “ลูกบอลยัดนุ่น” เหมือนที่เห็น

หรือในวันแดดจ้า แม้เด็กจะนั่งอยู่ในรถเข็นเด็ก แต่คนเป็นแม่ก็จะทำใจแข็ง ไม่ยอมดึงที่บังแดด

ออกมากันแดดให้ลูก เด็กที่วิ่งเล่นแล้วหกล้มเอง พ่อแม่ก็จะยืนดูเฉยๆ

ให้ลูกลุกขึ้นมาด้วยตัวเขาเอง ต่างๆนาๆ ล้วนพย าย ามให้ลูกฝึกช่วยตัวเองและอดทนให้มากที่สุด

ธรรมเนียมของครอบครัวชาวเอเชียอย่างพวกเรา หลักการที่ยึดติดมานานกับนโยบายที่ว่า

“จะย ากจนแค่ไหน ก็ไม่ยอมให้ลูกต้องลำบ าก”

สงสัยจะถึงเวลาต้องทบทวนกันใหม่ได้แล้ว

การเลี้ยงลูกของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ตอนลูกยังเล็กและอ่อนแอ

บางชนิดอมลูกไว้ในปาก บางชนิดซุกลูกไว้ใต้ปีก กลั วลูกๆ จะไม่ปลอดภั ย แต่พอลูกเริ่มโตได้ที่แล้ว

พวกเขาจะไล่ลูกออกไปอย่างไร้เยื่อใย ให้ลูกไปเผชิญกับโลกภายนอกเอง

ไปฝึกวิทย ายุทธเอง ไปเผชิญปัญหาและมรสุมทุกรูปแบบ แล้วชีวิตจะไม่เจอทางตัน เห็นหรือยังว่า

แม้แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังรู้ถึงหลักการที่ว่า “โอ๋ลูกจนไม่ลืมหูลืมตา

ก็คือการฆ่ าลูกแบบเลื อ ดเย็น” “จะรวยแค่ไหน ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน” ด้วยวิธีนี้จะบังคับให้ลูกๆ ทั้งหลายรู้

จักยืนอยู่บนลำแข้งตัวเอง และรู้จักสำนึกและตอบแทนบุญคุณคนเป็นพ่อเป็นแม่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืม ถึงแม้คุณจะห่วงด้วยวิธีปกป้องหรือโอ๋ลูกขนาดไหนก็ตาม คุณคงไม่มีปัญญา

ตามไปวุ่นวายหรือดูแลพวกเขาในช่วงครึ่งหลังของชีวิตเขา เพราะตอนนั้นคงได้เวลาที่คุณจะได้หลับย าวไปแล้ว

ขอบคุณ : ขจรศักดิ์

Load More Related Articles
Load More By Admin
Load More In ข้อคิด
Comments are closed.

Check Also

“รักลูกให้เป็น” สอนลูกรู้ความลำบาก หัดหาเงินเอง โตขึ้นมา…เขาจะไม่ลำบาก

ถ้ามีลูก จงสอนเขาให้รู้จักความลำบ ากบ้าง แม้เราจะรวยแล้ … …